http://www.manager.co.th

posted on 29 Oct 2009 16:19 by pcuyang
 

http://www.tistr-foodprocess.net/image_2008/image_food_health2008/health1_july08.gif

 

10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี           ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก

           1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

           2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

           3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

           4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

            5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

           6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

             7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%

                8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย

                  9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

                 10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้    ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2551 11:11 น. http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID

edit @ 29 Oct 2009 16:31:15 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 29 Oct 2009 16:33:45 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

การแพ้ยางมีกี่ชนิด

 ช่วงนี้ผมค่อนข้างว่างก็เลยมีเวลาไปเดินซื้อของ และทานอาหารข้างนอกบ้างเนื่องจากเป็นหมอผิวหนังก็เลยช่างสังเกตไปเรื่อย (เขาว่าหมอผิวหนังมักมีตาที่ 3 เช่นเดียวกับจิตแพทย์ที่มักมีหูที่ 3) ก็พบว่าปัจจุบันมีการใช้ถุงมือกันมากขึ้นในซูเปอร์มาร์เก็ต เช่นที่แผนกขนมปัง, แผนกอาหารแช่แข็ง หรือร้านอาหารต่างๆ เช่นร้านขายแซนวิซ ,บุฟเฟต์ในโรงแรม ก็มีการใช้ถุงมือในการเตรียมอาหารกันมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีถูกสุขลักษณะอนามัยมากขึ้น แต่ส่วนมากมักใช้ถุงมือยางกันเป็นส่วนมาก โดยคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่หารู้ไม่ว่าอาจทำให้เกิดการแพ้ถึงขั้นเสียชีวิตต่อตนเองและลูกค้าได้!?คงอยากทราบแล้วซิครับว่าทำไมเป็นเช่นนั้นได้ 

การแพ้ยางมี 2 ชนิด

  1. แพ้แบบลมพิษ (ปฎิกริยาอิมมูนชนิดที่ 1 หรือ latex allergy) ซึ่งเป็นการแพ้โปรตีนของยางเอง ซึ่งมีอาการตั้งแต่ลมพิษธรรมดา, หายใจลำบาก จนถึงขั้นเสียชีวิตได้
  2. แพ้แบบผิวหนังอักเสบ (ปฎิกริยาอิมมูนชนิดที่ 4) เป็นการแพ้ต่อสารที่ใส่ในขบวนการผลิตยาง ซึ่งจะเป็นตุ่มนูนแดง และน้ำใสเล็กๆ
    บางคนก็แจ็กพอตแพ้ทั้ง 2 ชนิด ประเภท 2 in 1 เลย หลายคนคงสงสัยว่า แล้วการแพ้แบบ อิมมูนชนิดที่ 2 และ 3 มีหรือเปล่า? ก็ขอตอบว่ามีครับ แต่ไม่เกี่ยวกับการแพ้ยาง จึงไม่ กล่าวในที่นี้

ในวงการแพทย์ 

ในบุคลากรทางการแพทย์ เช่น หมอ และพยาบาลนั้นมีปัญหากันเรื่องการแพ้ถุงมือยางมาก แต่ก็หลีกเลี่ยงได้ลำบาก เพราะเหตุว่าถุงมือยางมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรคต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อ HIV ได้ดีกว่าถุงมือชนิดอื่น และบุคลากรทางการแพทย์ก็จำเป็นต้องสัมผัสกับเลือด และสารปนเปื้อนต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้ปล่อยให้พวกหมอๆเขาคิดกันต่อไปเถอะ

ประชาชนทั่วไปควรทำอย่างไรบ้าง

ผมขอแนะนำดังนี้ 

  1. การใช้ถุงมือในกิจวัตรประจำวัน เช่น การเตรียมอาหาร งานแม่บ้าน ไม่ควรใช้ถุงมือยาง เหตุผลหรือครับ เพื่อเป็นการป้องกันตนเองที่จะสัมผัสกับยางนอกจากนี้ยังป้องกันลูกค้าด้วย (เพราะเหตุว่าแป้งในถุงมือยางที่ดูดยางไว้จะสัมผัสติดกับผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าจะซื้อ หรือยางอาจจะละลายน้ำติดอยู่กับผลิตภัณฑ์นั้นได้) ผมขอแนะนำว่าใช้ในถุงมือพลาสติกธรรมดาที่สะดวกกว่าและราคาถูกกว่าครับ หรือถ้าไม่มีก็ใช้ถุงพลาสติกแล้วใช้มือสอดเข้าข้างในก็ได้ครับ
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับยางเท่าที่จะทำได้หรือใช้วัสดุอื่นแทน เช่นแว่นว่ายน้ำ อาจจะใช้ที่ทำจาก ซิลิโคนแทน ในปี2539 ทาง FDA ของประเทศอเมริกาได้เริ่มออกกฎว่าอุปกรณ์และวัสดุทางการแพทย์ทุกชนิด ที่ทำมาจากยางต้องเขียนเตือนผู้ใช้ว่าทำให้เกิดการแพ้ได้
  3. ถ้าคุณมีอาการผิดปรกติเวลาสัมผัสกับยาง(เช่น ถุงมือยาง, การเป่าลูกโป่งยาง) แล้วเกิดอาการ คัน บวม แดง ผื่น หรือหายใจลำบากเกิดขึ้น ควรบอก หมอ หรือ หมอฟันทุกครั้งที่คุณไปพบ เพราะจะได้หลีกเลี่ยงอุปกรณ์แพทย์ที่ทำมาจากยาง ในประเทศอเมริกาผู้ป่วยจะใส่กำไลมือ(bracelet)ว่า"แพ้ยาง"(Latex allergy) เพราะถ้าเกิดผู้ป่วยไม่รู้สติแล้วถูกนำส่งโรงพยาบาล แพทย์จะระมัดระวังได้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังแนะนำให้พก Epi-pen (เป็นเข็มฉีดยาepinephrineสำหรับใช้ในการแพ้ที่รุนแรง)ไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินด้วย (ในประเทศไทยยังไม่มี bracelet และ Epi-penครับ) 
ถุงยางอนามัยแพ้มั้ย? 

เมื่อพูดถึงถุงมือยางแล้ว ก็ขอพูดถึงเรื่องถุงยางอนามัยด้วยครับ การแพ้ถุงยางอนามัย นอกจากจะแพ้ยางแล้วยังอาจแพ้พวกสารหล่อลื่น หรือกลิ่นต่างๆในถุงยางอนามัย ในส่วนถุงยางอนามัยชนิดที่ไม่ได้ทำมาจากยางนั้น ส่วนมากไม่สามารถป้องกันเชื้อ HIV ได้

ถ้าจำเป็นต้องใช้คงต้องใส่ 2 ชั้น คือถุงยางอนามัยกับถุง (ไม่) ยางอนามัย(แต่ก็ไม่ปลอดภัย 100%) และถ้าเกิดอีกฝ่ายแพ้ยางด้วยคงต้องใส่กัน 3 ชั้นเลย

ผมว่าทางที่ดี " รักเดียวใจเดียวดีกว่าครับ"

โดย นพ.ชูชัย  ตั้งเลิศสัมพันธ์ 

 ขอขอบคุณ  http://www.thaiclinic.com/medbible/rubber_allergy.html

edit @ 27 Oct 2009 14:10:04 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 14:10:40 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 14:11:57 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 14:14:51 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 14:23:56 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 14:25:51 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 14:27:36 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 14:28:19 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 14:29:58 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 14:41:43 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 15:00:02 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

ทดสอบระบบ

posted on 27 Oct 2009 10:41 by pcuyang

ทดสอบระบบครับ  ยังไม่มีอะไรจะให้ชม

 

edit @ 27 Oct 2009 10:44:48 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 11:01:43 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

edit @ 27 Oct 2009 12:17:56 by คนชุมชน เพื่อชุมชน

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก